ศาลสูงสหรัฐสกัดภาษีฉุกเฉิน ทรัมป์สูญเสียอาวุธการค้าหลักหรือไม่?

คำตัดสินของศาลสูงสหรัฐเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ที่วินิจฉัยว่ามาตรการภาษีฉุกเฉินของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวาระที่สองของเขา โดยเฉพาะในด้านนโยบายเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ทรัมป์มองว่า “ภาษี” คือเครื่องมือหลักในการสร้างอำนาจต่อรองทางการค้า และใช้มาตรการดังกล่าวเป็นคันโยกกดดันประเทศคู่ค้า ไม่ว่าจะเป็นจีน สหภาพยุโรป หรือแม้แต่พันธมิตรใกล้ชิดอย่างอินเดีย

เครื่องมือหลักถูกจำกัด

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า แม้คำตัดสินจะไม่ทำให้ทรัมป์หมดอำนาจด้านภาษีโดยสิ้นเชิง แต่ได้ลดทอนความสามารถในการประกาศภาษีแบบฉับพลันและไม่คาดคิด ซึ่งเคยเป็นกลยุทธ์สำคัญของเขา อย่างไรก็ตาม หลังคำตัดสิน ทรัมป์ยังเดินหน้าประกาศภาษีนำเข้าแบบครอบคลุมทั่วโลกในอัตรา 10% ก่อนปรับขึ้นเป็น 15% สะท้อนว่าเขาไม่ได้มีท่าทีอ่อนลง

ทั้งนี้ ภาษีเหล็ก อะลูมิเนียม และรถยนต์ยังคงมีผลบังคับใช้ ขณะที่มาตรการภาษีแบบใหม่มีกรอบเวลา 150 วัน และต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรสหากต้องการขยายเวลา

ดีลการค้าโลกสั่นคลอน

คำถามสำคัญคือ ข้อตกลงการค้าที่หลายประเทศทำกับสหรัฐเพื่อลดภาษี “วันปลดปล่อย” ก่อนหน้านี้ จะยังมีผลหรือไม่ บางประเทศอย่างอินเดียได้ชะลอการส่งคณะผู้แทนเจรจา ขณะที่สหภาพยุโรปกำลังทบทวนกระบวนการให้สัตยาบันข้อตกลงการค้ากับสหรัฐ

นักวิเคราะห์มองว่า หลายประเทศอาจยังไม่ถอนตัวจากข้อตกลงเดิมทันที เพราะกังวลต่อความเสี่ยงการตอบโต้จากสหรัฐในอนาคต

จับตาความสัมพันธ์สหรัฐ–จีน

คำตัดสินยังเพิ่มมิติใหม่ให้กับการเยือนจีนของทรัมป์ในปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้ ภาษีตอบโต้ระหว่างสองประเทศเคยพุ่งสูงถึง 145% ก่อนจะลดลงหลังการเจรจาชั่วคราว นักวิเคราะห์เชื่อว่าจีนจะไม่แสดงท่าทีท้าทายต่อคำตัดสินดังกล่าว แต่จะมุ่งรักษาบรรยากาศการเจรจา

ทางลงทางการเมืองหรือเดินหน้าต่อ?

โพลล่าสุดชี้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากไม่เห็นด้วยกับแนวทางภาษีของทรัมป์ ขณะเดียวกัน สมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วนก็เริ่มตั้งคำถามต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยืนยันว่าเขายังคงมีสิทธิใช้อำนาจด้านภาษี และไม่มีสัญญาณว่าจะถอยจากแนวทางดังกล่าว

แม้อำนาจจะถูกจำกัดมากกว่าที่ผ่านมา แต่บทบาทของภาษีในยุทธศาสตร์ “อเมริกาต้องมาก่อน” ของทรัมป์ยังคงอยู่ และผลกระทบที่แท้จริงของคำตัดสินศาลสูงครั้งนี้จะปรากฏชัดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า